โมฮาเหม็ด ซาลาห์ หลุดปาก ไม่รู้สึกอะไรเลยตอนที่ ลุยซ์ ดึงเสื้อ

โมฮาเหม็ด ซาลาห์ หลุดปาก ไม่รู้สึกอะไรเลยตอนที่ ลุยซ์ ดึงเสื้อ

ดาวิด ลุยซ์ ชี้แจง ไม่ได้ตั้งใจดึงเสื้อซาลาห์ แต่มือมันไปเอง และเขาก็ไม่รู้สึกด้วย ซึ่งเป็นเรื่องเก็บตกหลังประเด็นลิเวอร์พูล จัดหนักทีมปืนใหญ่พ่ายยับ 3-1 ซึ่งในเกมนั้นมีประเด็นเกิดขึ้นมากมาย แต่มีประเด็นหนี่งที่กำลังเป็นที่สนใจอยู่ในขณะนี้นั่นก็คือ การออกมาชี้แจงของนักเตะกองหลังชื่อดังสังกัด อาร์เซนอล อย่าง ดาวิด ลุยซ์ หลังเจ้าตัวไปดึงเสื้อของปีกท็อปสตาร์ประจำทีม ลิเวอร์พูล โมฮาเหม็ด ซาลาห์

จนโดนจุดโทษ และเป็นเหตุให้ทีมหงส์แดงนำห่างเก็บชัยชนะไป ว่ากรณีที่เกิดขึ้นนี้ตนไม่ได้ตั้งใจที่จะดึงเสื้อ แถม ซาลาห์ ยังหลุดว่าไม่รู้สึกเลยว่าตัวเองโดนดึงอีกด้วย

กองหลังบราซิเลียนวัย 32 ปี ได้ออกมาเปิดเผยผ่านสื่อ ว่าเขาไม่ได้ตั้งใจที่จะดึงเสื้อของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ แม้แต่น้อย เพราะมันเป็นสิ่งเกิดขึ้นโดยปฏิกิริยาที่เป็นไปเองตามธรรมชาติ จากความตื่นตระหนกหรือตกใจ และยังบอกว่า

ถึงแม้จะมีการจับภาพได้มันก็ไม่สามารถบอกได้ว่า แรงดึงนั้นแรงแค่ไหน ซึ่งมันก็เป็นเรื่องยากที่จะอธิบายให้ใครเข้าใจได้

“ไม่มีใครหรอกที่สามารถสั่งให้นักเตะห้าม แสดงปฏิกิริยาอะไรเลยในจังหวะแบบนั้น และแม้จะมี วีเออาร์ มันก็ไม่สามารถช่วยให้คุณมองเห็นเรื่องนั้นได้ แรงของการดึงเสื้อน่ะมันต่างกัน แต่อย่างไรผมเองก็คงบ่นอะไรไม่ได้มากนัก เพราะสำหรับผมแล้วผมก็รู้สึกแบบเดิม ถ้าคุณเล่นด้วยเสื้อที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิมเป็นพิเศษ มันก็อาจจะทำให้จังหวะแบบนี้เป็นลูกจุดโทษอยู่ตลอดก็ได้ แต่มันเป็นเพียงปฏิกิริยาเท่านั้น มันขึ้นอยู่กับการตีความของกรรมการ โม เองก็เป็นเพื่อนของผม อีกทั้งเขาเองยังบอกด้วยว่าเขาไม่รู้สึกอะไรเลย ”

อย่างไรก็ตาม เกมดังกล่าว ดาวิด ลุยซ์ ต้องตกเป็นที่วิจารณ์ เมื่อแฟนบอลพากันบ่นถึงสาเหตุที่ทำให้ทีมต้องเสียประตูไปอย่างง่ายดาย จากความผิดพลาดของเขา จากจังหวะภายในเกมนาทีที่ 49 ซึ่งในขณะนั้นทีมกำลังโดนนำห่างอยู่เพียงแค่ 1-0 เท่านั้น และกำลังถูกทัพหงส์แดงวิ่งฝ่าเข้ามายังแดนปราการหลัง โดยก็ไม่รู้ว่าเขามีเจตนาที่จะทำแบบนั้นจริงหรือไม่ แต่จากการกระทำดังกล่าว ก็ไม่สามารถที่จะหลุดรอดสายตาของกรรมการ และ กล้องที่บันทึกภาพอยู่ในสนามเอาไว้ได้ จึงเป็นเหตุให้ลิเวอร์พูลได้จุดโทษไป ซึ่งก็เป็นปีกชาวอียิปต์ที่ขอสังหารจุดโทษ ก่อนเจ้าบ้านจะได้แต้มทิ้งห่าง 2-0 ไป ตามด้วย 3-1 ก่อนหมดเวลาการแข่งขัน

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ dorsett-hoteldeals.com

เชลซี เก็บชัยชนะครั้งแรกของซีซั่นได้สำเร็จ หลังคว้าชัยจาก นอริช ไปได้3-2

เชลซี เก็บชัยชนะครั้งแรกของซีซั่นได้สำเร็จ หลังคว้าชัยจาก นอริช ไปได้3-2

ในที่สุดทัพ ”สิงโตน้ำเงินคราม” ก็สามารถเก็บ 3 แต้มเต็ม ๆ ไปครองได้สำเร็จ ในเกมบุกดวลกับ “นกขมิ้นเหลืองอ่อน” นอริช ที่นับตั้งแต่เปิดฤดูกาลพรีเมียร์ลีก 2019-2020 เป็นต้นมา เชลซี ยังไม่เคยคว้าชัยชนะได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งถือว่าเป็นการเรียกกำลังใจให้กับบรรดานักเตะในสโมสร รวมถึงบรรดากองเชียร์ ให้กลับคืนมาได้อีกครั้ง

เริ่มเกมมาเป็นทางฝั่งของ เชลซี เปิดเกมบุกอย่างเต็มที่ และก็เข้าทำประตูขึ้นนำได้อย่างรวดเร็ว ในนาทีที่ 4 จากจังหวะที่ เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า เปิดบอลจากกราบขวามาถึงเขตโทษ ส่งต่อมาถึง แทมมี่ อับราฮัม ให้สาดแข้งยิงด้วยขวาบอลพุ่งเข้าเสาไปอย่างเฉียบขาด

แต่ทว่าแม้ทัพสิงโตน้ำเงินคราม ที่ว่าบุกเร็วแล้ว แต่นกขมิ้นก็ยังตามตีเสมอได้เร็วเช่นกัน หลังถัดมาเพียงนาทีที่  6 ท็อดด์ แคนท์เวลล์  จ่ายบอลให้จากฝั่งซ้ายถึง เตมู ปุ๊กกี้ ตบบอลกลับต่อให้ แคนท์เวลล์ ได้ซัดบอลเต็มแรง ลอดขา เกปา เข้าประตูไปอย่างรวดเร็ว

เกมยังคงดำเนินไปอย่างดุเดือดและสูสี ก่อนจะมาถึงนาทีที่ 17

ซึ่งก็เป็นเชลซีที่ได้ขึ้นนำอีกครั้งหนึ่ง จากจังหวะที่  คริสเตียน พูลิซิช ส่งบอลให้ เมสัน เมาท์น วิ่งกระชากหลบฝ่าแนวป้องกันของปราการหลัง นอริช ทะลวงเข้ามาซัดด้วยขวาเข้าประตู 2-1ไปอย่างงดงาม ทำเอาผลบอลที่ออกมาแบบนี้เจ้าถิ่นเซ็งกันไปตาม ๆ กัน แต่หลังจากนั้นไม่นานแฟนบอลเจ้าถิ่นก็สามารถกลับมายิ้มได้อีกครั้ง เมื่อ เอมิเลียโน่  บูเอนด้า จ่ายบอลสุดสวยให้  ปุ๊กกี้ วิ่งหลุดเดี่ยวผ่านแนวหลัง เข้ายิงผ่านมือผู้รักษาประตู เกปา ตีเสมอเป็น 2-2 ได้สำเร็จ

หลังจากนั้นครึ่งหลังในนาทีที่ 68 เชลซี  ยังสามารถสร้างโอกาสได้ดีกว่า จากการสวนกลับเร็วโดย มัตเตโอ โควาซิช ที่รีบจ่ายบอลให้ แทมมี่ อับราฮัม เลี้ยงเข้าไปถึงหัวกระโหลกแล้วซัดลูกกลับมาขึ้นนำเป็น 3-2 อย่างรวดเร็ว ซึ่งความเฉียบคมของการทำประตูในลูกนี้ ทำเอา ทิม ครูล ผู้รักษาประตู หมดสิทธิ์เซฟไปโดยปริยาย

จบเกม นอริช เป็นฝ่ายพ่ายให้กับ เชลซี ไป 3-2 ประตู ทำให้ทัพสิงโตฟ้าคราม เก็บ 3 แต้ม ได้เป็นครั้งแรกของซีซั่นพร้อมไต่ขึ้นไปถึงอันดับ 12 ของตาราง และถ้าหากนัดต่อไปทีมสามารถเก็บชัยชนะได้อีกครั้ง ก็มีโอกาสสูงที่จะไล่ตามทีมยักษ์ใหญ่อื่น ๆ อย่าง สเปอร์ส หรือ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้สำเร็จ

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ dorsett-hoteldeals.com

กองหลังค่าตัวแพงที่สุดในโลก เฟอร์จิล ฟาน ไดก์

กองหลังค่าตัวแพงที่สุดในโลก เฟอร์จิล ฟาน ไดก์

ย้ายมาจากสโมสร เซาแธมป์ตัน เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2018 ช่วงเปิดตลาดซื้อขายนักเตะช่วงฤดูหนาว เข้าสู่สีเสื้อ ‘หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ด้วยค่าตัว 75 ล้านปอนด์ ซึ่งถือเป็นค่าตัวนักเตะกองหลังที่แพงที่สุดในโลก แต่สถิตินี้อยู่ได้เพียงแค่ 8 เดือนเท่านั้น เมื่อสโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด “ปีศาจแดง” ได้ปิดดีลในการคว้าตัว แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ยอดกองหลังของสโมสร เลสเตอร์ ซิตี้ มาร่วมทีมเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2019 ค่าตัวในการย้ายทีมครั้งนี้สูงถึง 80 ล้านปอนด์ ลบสถิติของ เฟอร์จิล ฟาน ไดก์ ลงทันที

การย้ายทีมของ แม็กไกวร์ ในครั้งนี้ทีมปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มั่นใจว่าจะเข้ามาช่วยอุดรอยรั่วของแผงแนวรับที่เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา ทีมเสียประตูในเกมส์พรีเมียร์ลีกถึง 54 ประตูและเก็บคลีนชีตได้เพียง 2 นัดตลอดฤดูกาล 2018

แต่กว่าจะปิดดีลในครั้งนี้ได้ก็ต้องมาลุ้นกันจนเกือบจะหมดเวลาในการปิดตลาดซื้อขายนักเตะเพียงวันเดียวเท่านั้น จริงๆแล้ว แฮร์รี่ แม็กไกวร์ เป็นที่หมายตาของยอดทีมหลายๆทีม และหนึ่งในนั้นก็มีสโมสร แมนเชสเตอร์ซิตี้ คู่ปรับร่วมเมืองที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมา 2 ฤดูกาลติดต่อกัน โดยสโมสร “เรือใบสีฟ้า” พร้อมสู้ค่าตัวของ แม็กไกวร์ แถมยังจะประเคนค่าเหนื่อยให้สูงถึง 278,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์สูงกว่าทีมปีศาจแดงแมนเชสเตอร์ที่จ่ายค่าเหนื่อยให้กับ แม็กไกวร์ เพียง 190,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์

แต่ แฮร์รี่ แม็คไกวร์ ได้ออกมากล่าวไว้ว่า “ เงินไม่ใช่สิ่งสำคัญของเขาในการย้ายไปอยู่กับแมนยู ถึงแมนซิตี้จะให้ค่าเหนื่อยสูงกว่าค่อนข้างมาก เพราะว่าเขาเป็นแฟนบอลของสโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาตั้งแต่เล็กๆนั่นเอง”

มาดูประวัติส่วนตัวของ แฮร์รี่ แม็คไกวร์ แบบคร่าวๆ

เขามีชื่อเต็มจริงๆว่า “เจค็อบ แฮร์รี่ แม็คไกวร์” โดย แฮร์รี่ เป็นชื่อกลางของเขา เกิดเมื่อวันที่ 5 มีนาคม ค.ศ. 1993 ที่เมือง เชฟฟิลด์ ประเทศอังกฤษ ส่วนสูง 6 ฟุต 4 นิ้ว แม็คไกวร์ เคยเล่นในตำแหน่งกองกลางมาก่อนสมัยที่ยังเป็นนักเตะเยาวชนของ สโมสร เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ก่อนจะถูกจับให้มาเล่นในตำแหน่งกองหลังในเวลาต่อมา แม็คไกวร์ มีสองอดีตกองหลังชื่อดังชาวอังกฤษอย่าง จอห์น เทอร์รี่ และ ริโอ เฟอร์ดินานด์ เป็นไอดอล

แม็คไกวร์ เองตอนที่อยู่กับสโมสร เลสเตอร์ ซิตี้ เจมี่ วาร์ดี้ กองหน้าของทีมได้ตั้งฉายาให้เขาว่า “ไอ้หัวหนา” มาจากการศรีษะของเขาโตกว่าคนอื่นๆ นอกจากการเล่นฟุตบอลแล้ว ในวัยเด็กเขายังโดดเด่นในกีฬา วิ่งครอสคันทรี, รักบี้ และ ฮอกกี้ อีกด้วย แฮร์รี่ แม็คไกวร์ เริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพกับสโมสร เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ฤดูกาลที่ 2011-2014 ลงเล่นให้กับสโมสรไป 134 นัดทำได้ 9 ประตู

จากนั้นก็ย้ายมาสู่สโมสร ฮัลล์ ซิตี้ในฤดูกาลที่ 2014-2017 โดยช่วงที่อยู่กับ ฮัลล์ นี้ในปี 2015 สโมสร วีแกนแอตเลติค ได้ขอยืมตัวไปใช้ 1 ฤดูกาล จากนั้นในปี 2017 ก็ย้ายสโมสรอีกครั้งคราวนี้ย้ายมาอยู่กับสโมสร เลสเตอร์ ซิตี้ ในการย้ายครั้งนี้ทาง ฮัลล์ซิตี้ ได้มีการทำสัญญาว่า ถ้าหากมีการขายตัว แฮร์รี่ แม็คไกวร์ ออกไปในอนาคตทางสโมสรจะได้ส่วนแบ่งการขาย 15% และจากสัญญาที่ว่านี้เอง จึงทำให้สโมสร ฮัลล์ซิตี้ ได้รับส่วนแบ่งไป 9.45 ล้านปอนด์ไปฟรีๆเลย

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ dorsett-hoteldeals.com

การประกาศรางวัล ฟีฟ่าบัลลงดอร์ (FIFA Ballon d’Or)

การประกาศรางวัล ฟีฟ่าบัลลงดอร์ (FIFA Ballon d’Or)

ในวันที่ 29 สิงหาคม 2019 ที่จะถึงนี้จะเป็นการประกาศรางวัล ฟีฟ่าบัลลงดอร์ (FIFA Ballon d’Or) หรือรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของฟีฟ่า ซึ่งจะมอบให้กับนักฟุตบอลที่ถือว่ามีผลงานที่ดีที่สุดในฤดูกาลที่ผ่านมา และหนึ่งในสามที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงมีชื่อของ เฟอร์จิล ฟาน ไดก์ ยอดกองหลังของสโมสร ลิเวอร์พูล จากประเทศอังกฤษ เข้าแข่งกับสองยอดศูนย์หน้าของโลก 2 คนที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงแทบจะทุกปีในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งก็คือ เมสซี่กับโรนัลโด เราจึงอยากขอนำเสนอประวัติของ เฟิร์นจิล ฟาน ไดก์ ให้ได้รับทราบกัน

เฟอร์จิล ฟาน ไดก์ เกิดวันที่ 8 กรกฎาคม 1991 เกิดที่ เบรดา เนเธอร์แลนด์ เป็นกองหลังของทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ส่วนสูง 6 ฟุต 4.4 นิ้ว เข้าร่วมทีมชาติครั้งแรกในปี ค.ศ. 2015 ปัจจุบันเล่นให้กับสโมสร ลิเวอร์พูล ในพรีเมียลีกในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็ก เริ่มต้นเล่นฟุตบอลครั้งแรกกับสโมสรเยาวชน วิลเลมทเว

ในฤดูกาล 2009-2010 เล่นอยู่เพียงปีเดียวก็ย้ายมาเล่นให้กับ เอฟซี โครนิงเกน ในสโมสรเยาวชน จากนั้นก็ขึ้นมาเล่นสโมสรฟุตบอลอาชีพกับ โครนิงเกน อยู่ 2 ฤดูกาลลงเล่นไปทั้งหมด 62 นัดและทำประตูได้ 7 ประตู

ต่อมาในวันที่ 21 มิถุนายน 2013 ฟาน ไดก์ ได้ย้ายมาเล่นให้กับสโมสรฟุตบอล เซลติก ของสก็อตแลนด์ด้วยค่าตัว 2.6 ล้านปอนด์ โดยเซ็นสัญญา 4 ปี ฟาน ไดก์ ลงเล่นให้ เซลติก อยู่ 2 ฤดูกาล ลงเล่นทั้งหมด 76 นัดทำได้ 7 ประตู การย้ายมาเล่นในพรีเมียร์ลีก เฟอร์จิล ฟาน ไดก์ ย้ายมาเล่นในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลที่ 2015-2016 สโมสรแรกที่ได้เซ็นสัญญาก็คือ สโมสรเซาแธมป์ตัน

ในวันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 2015 ค่าตัวในการย้ายครั้งนี้สูงถึง 13 ล้านปอนด์เซ็นสัญญากัน 5 ปี เกมส์แรกที่ได้ลงเล่นในลีกสูงสุดของอังกฤษ ในเกมส์ที่ไปเยือนสโมสรฟุตบอล เวสต์บรอมวิชอัลเบียน ที่สนามเดอะฮอร์ธอร์น จบลงด้วยสกอร์ 0-0 ฟาน ไดก์ เล่นอยู่กับเซาแธมป์ตันจนถึงช่วงเปิดตลาดซื้อขายนักเตะหน้าหนาวปลายปี 2017

แล้วในวันที่ 27 ธันวาคม ค.ศ. 2017 ก็ได้ย้ายสโมสรอีกครั้ง

ครั้งนี้เป็นสโมสร ลิเวอร์พูล ที่ทุ่มเงินเป็นสถิติค่าตัวสูงสุดสำหรับตำแหน่งกองหลังที่ 75 ล้านปอนด์ โดย ฟาน ไดก์ อยู่กับทีม เซาแธมป์ตันรวม สองฤดูกาลครึ่งลงเล่นไปทั้งหมด 67 นัดและทำประตูได้ 4 ประตู กับสโมสรลิเวอร์พูล เฟอร์จิล ฟาน ไดก์ ลงสนามเป็นตัวจริงครั้งแรกในสีเสื้อของลิเวอร์พูล

ในวันที่ 5 มกราคม ค.ศ. 2018 เป็นการเปิดสนาม แอนฟิลด์พบกับสโมสร เอฟเวอร์ตัน ทีมคู่ปรับร่วมเมือง เป็นเกมส์เมอร์ซีไซค์ ดาร์บี้ในเกมส์ เอฟเอคัพ รอบสาม ฟาน ไดก์ สามารถทำประตูแรกกับทีมได้จากการลงเตะครั้งแรก และทำให้ ลิเวอร์พูลชนะไปด้วยสกอร์ 2-1 ในวันที่ 21 ธันวาคม 2018 ในเกมส์ที่ ลิเวอร์พูล ออกไปเยือน วูลฟ์แฮมตันวันเดอเรอส์ ที่สนามกีฬาโมลีนิวส์ ฟาน ไดก์ ก็สามารถทำประตูแรกในเกมส์พรีเมียร์ลีกช่วยให้ทีมเอาชนะเจ้าบ้านไป 0-2

และด้วยผลงานอันยอดเยี่ยมทำให้ ฟาน ไดก์ สามารถคว้ารางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำเดือนธันวาคมไปครอง การทำประตูแรกในเกมส์ ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีก เกิดขึ้นในวันที่ 13 มีนาคม 2019 เป็นเกมส์ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายนัดที่สอง เป็นการเล่นกับทีม บาเยิร์น มิวนิค ที่สนาม อัลลิอันซ์อาเรนา ช่วยให้ลิเวอร์พูลบุกไปชนะเจ้าบ้านได้ถึง 1-3 ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย

ต่อมาในวันที่ 17 เมษายน 2019 ฟาน ไดก์ ก็สามารถทำประตูที่สองในเกมส์แชมเปี้ยนลีกรอบ 8 ทีมสุดท้าย นัดที่สอง ซึ่งเป็นการพบกับทีม ปอร์โต ของโปรตุเกส ทำให้เอาชนะไปด้วยประตูรวม 6-1 ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกได้สำเร็จ และท้ายที่สุดสโมสร ลิเวอร์พูล ก็สามารถคว้าแชมป์ ยูฟ่าแชมเปี้ยนลีก มาครอบครองเป็นสมัยที่ 6 ได้สำเร็จ

โดยในนัดชิงชนะเลิศเป็นการพบกันกับสโมสร ทอตนัมฮอตสเปอร์ ทีมในพรีเมียร์ลีกด้วยกัน ซึ่ง ลิเวอร์พูล เอาชนะไปด้วยสกอร์ 2-0 ความสำเร็จของ ฟาน ไดก์ ที่ยิ่งใหญ่ประจำฤดูกาล 2018-2019 ก็คือ การคว้ารางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปี ของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพอังกฤษ (พีเอฟเอ) ส่วนในระดับทีมชาติ เฟอร์จิล ฟาน ไดก์ เล่นในนามทีมชาติ เนเธอร์แลนด์ ไปทั้งหมด 28 นัด และสามารถทำประตูได้ 4 ประตู หารูป ฟาน ไดก์ ในสีเสื้อ เซาแธมป์ตันแล้วก็ลิเวอร์พูล

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ dorsett-hoteldeals.com

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2019-2020 เริ่มเปิดฤดูกาลใหม่อย่างเป็นทางการในวันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2019-2020 เริ่มเปิดฤดูกาลใหม่อย่างเป็นทางการในวันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา

เราจึงอยากนำเสนอประวัติความเป็นมาของแต่ละสโมสร อัตราต่อรองการลุ้นแชมป์และการเสริมทัพนักเตะของแต่ละทีมมาให้ได้ทราบกัน

LIVERPOOL Football Club สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล

เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพตั้งอยู่ที่เมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ ก่อตั้งสโมสรในปี ค.ศ.1892 แต่เริ่มเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลลีกในปีถัดมา สนามเหย้าของทีมใช้สนามแอนฟิลด์ตั้งแต่ก่อตั้งสโมสร แรกเริ่มนั้น “ลิเวอร์พูล” ใช้เสื้อสีแดงกับกางเกงขาสั้นสีขาวเป็นชุดแข่งขันมาตั้งแต่ปี 1896 ก่อนจะมาเปลี่ยนเป็นสีแดงทั้งชุดเมื่อเล่นเป็นทีมเหย้าในปี ค.ศ. 1964

ส่วนฉายาของทีมในภาษาอังกฤษคือ “The Reds” ส่วนในไทยเราเรียกว่า “หงส์แดง” และมีเพลงประจำสโมสรคือ “You’ll Never Walk Alone” ช่วงเวลาที่สโมสรประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์คือช่วงทศวรรษที่ 1970-1980 เมื่อ บิลล์ แชงคลี, บ๊อบ เพสลีย์, โจ เฟแกน และ เคนนี ดักกลิช พาสโมสรคว้าแชมป์ลีกได้ถึง 11 ครั้ง และคว้าถ้วยรางวัลของระดับสโมสรยุโรปไว้ได้ถึง 4 ใบ ต่อมาในปี ค.ศ. 2005 หลังจากเปลี่ยนมาเป็น “พรีเมียร์ลีก” ภายใต้การคุมทีมของ ราฟาเอล เบนิเตซ ลิเวอร์พูลก็ประสบความสำเร็จในการคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปี้ยนลีกสมัยที่ 5และในฤดูกาลที่ผ่านมา เจอร์เกน คลอปป์ โค้ชชาวเยอรมันก็ได้พาทีมประสบความความสำเร็จในการคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปี้ยนลีกได้เป็นสมัยที่ 6

อย่างไรก็ดี หงส์แดง ยังไม่เคยคว้าแชมป์ลีกได้อีกเลยตั้งแต่เปลี่ยนมาเป็น “พรีเมียร์ลีก” เป็นเวลาเกือบ 20 ปี โดยที่ใกล้เคียงที่สุดที่น่าจะทำได้ก็คือฤดูกาลที่ผ่านมา ฤดูกาล 2018-2019 แต่ก็ทำได้เพียงแค่รองแชมป์แพ้ให้กับทีม “เรือใบสีฟ้า” ของ เป๊ป กวาดิโอลาไปเพียงคะแนนเดียวเท่านั้น สโมสรลิเวอร์พูลเคยประสบโศกนาฏกรรมที่สำคัญถึง 2 ครั้งด้วยกัน

โดยครั้งแรกที่เรียกว่า “โศกนาฏกรรมเฮย์เซล” เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1985 เป็นการทะเลาะวิวาทของแฟนบอลส่งผลให้อัฒจันทร์พังลง ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 39 คนและจากเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้สโมสรลิเวอร์พูลได้ถูกสหภาพสมาคมฟุตบอลยุโรปลงโทษแบนไปเป็นเวลา 6 ปี อีกครั้งคือในปี ค.ศ. 1989 เกิด “โศกนาฏกรรมฮิลส์โบโร” ในเหตุการณ์ครั้งนี้แฟนบอลของหงส์แดง 96 คนเสียชีวิต อันเนื่องมาจากมีคนเข้ามาชมเกมส์มากเกินความจุของอัฒจันทร์จนทำให้อัฒจันทร์พังลงมา

ในส่วนของการเสริมทัพนักเตะของ “หงส์แดง” ไม่มีการทุ่มเงินเพื่อซื้อนักเตะระดับโลกเข้ามาเสริมเลย โดย เจอร์เกน คลอปป์ ผู้จัดการทีม สโมสรลิเวอร์พูล ได้เผยถึงเหตุผลสำคัญในการเสริมทัพนักเตะที่แทบจะไม่มีการดึงดาวดังเข้ามา คลอปป์ กล่าวว่าการพยายามรักษานักเตะที่มีอยู่แล้วในทีมให้อยู่กับทีมต่อไป เป็นเรื่องที่พิเศษสุดๆ เพราะมีทีมระดับบิ๊กเบิ้มหลายๆทีมโดยเฉพาะใน “ลาลีกา” ลีกของสเปนอย่าง เรอัล มาดริด หรือแม้กระทั่ง บาร์เซโลน่า ต่างก็มีความต้องการตัวนักเตะที่สำคัญในทีมของเรา คลอปป์ยังได้กล่าวเอาไว้อีกว่า

“นี่คือครั้งแรกในชีวิตผู้จัดการทีมของผมที่เมื่อถึง วันจันทร์ นักเตะทุกคนจากฤดูกาลก่อนจะกลับมาอยู่ร่วมกันอีกครั้ง มันเป็นเรื่องจริงซะยิ่งกว่าจริงเลย”

สำหรับนักเตะที่มีการเสริมเข้ามามีอยู่ 3 รายด้วยกันคือ เซปป์ ฟาน เดน เบิร์ก จาก สโมสร พีอีซี ซโวลล์ค่าตัวไม่เป็นที่เปิดเผย ฮาวีย์ เอลเลียต จากสโมสร ฟูแลมและรายสุดท้ายก็คือ อาเดรียนอดีตผู้รักษาประตูของสโมสร เวสต์แฮม ที่เพิ่งหมดสัญญากับทีมเมื่อฤดูกาลก่อน และก็ถือว่าเป็นนักเตะรายแรกที่ทีมคว้าตัวเข้าสู่ทีมชุดใหญ่ในช่วงของการซื้อขายนักเตะซัมเมอร์นี้ ในการเซ็นสัญญา อาเดรียน ผู้รักษาประตูวัย 32 ปีมาเพื่อทดแทนผู้รักษาประตูมือสองคนเก่าอย่าง ซิมง มินโญเลต์ ที่เพิ่งย้ายออกไป โดยรายของ อาเดรียน เป็นการย้ายเข้ามาแบบไม่มีค่าตัว และสำหรับฟุตบอลพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2019-2020 นี้ “ลิเวอร์พูล” ถูกวางไว้เป็นเต็งสองรองจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่บ่อนพนันในอังกฤษตั้งราคาไว้ที่ 11/4

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ dorsett-hoteldeals.com

ผีแดงยังคงเก็บชัยชนะ 4 นัดรวด หลังเฉือนไก่เดือยทองไปได้ 2-1

ผีแดงยังคงเก็บชัยชนะ 4 นัดรวด หลังเฉือนไก่เดือยทองไปได้ 2-1

กลับมาแล้วสำหรับ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด หลังทีมสามารถเฉือนเอาชนะ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ทีมฟุตบอลอังกฤษดีกรีอันดับ 4 ของตารางพรีเมียร์และรองแชมป์ยุโรป ซึ่งผลงานในนัดนี้เกิดขึ้น ณ สนาม หงโก่ว เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน และถือเป็นชัยชนะครั้งที่ 4 รวดในปรีซีซั่นที่ประสบความสำเร็จอย่างสวยงาม พร้อมกับการแจ้งเกิดเด็กปั้นในสังกัดไปอีก 1 ราย

เริ่มเกมเป็นทางฝ่ายของทัพปีศาจแดง ที่สามารถครองบอลได้เหนือกว่า ไก่เดือยทอง

แต่ก็มีจังหวะให้ลุ้นเสียวบ้างเหมือนกันเล็กน้อย จนจังหวะได้เฮของแฟน ๆ เริ่มต้นขึ้นเมื่อเข้าสู่ในนาทีที่ 22 อันเดรียส เปเรยร่า กองกลางแมนฯ ยูไนเต็ด สามารถวิ่งลากเลื้อยทะลุปราการหลัง ของ สเปอร์ ได้สำเร็จและเปิดบอลไหลไปหา มาร์กซิยาล วิ่งเข้าซัดลูกเต็มแข้ง พุ่งเข้าประตูขึ้นนำ 1-0 ได้อย่างสวยงาม จากนั้นก็มีจังหวะลุ้นของทั้งสองฝั่ง หลายต่อหลายครั้งแต่ก็ไม่สามารถทำประตูตีเสมอ หรือขึ้นนำต่อได้สำเร็จ จนหมดเวลาครึ่งแรกไปในที่สุด

ถัดมาครึ่งหลัง ทั้งสองทีมเปลี่ยนนักเตะยกเครื่องใหม่ยกชุด โดยเป็นทางฝั่งของ สเปอร์ ที่สามารถเดินเกมบุกได้หนักหน่วงกว่าช่วงแรกอย่างเห็นได้ชัด จนกระทั่งในนาทีที่  65 การบุกอย่างต่อเนื่องก็เป็นผลสำเร็จเมื่อ  มูร่า ได้จังหวะโหม่งลูกแต่ดันไปแฉลบ ชอว์ ทำให้บอลเกิดเปลี่ยนทิศทาง จน โรเมโร่ ผู้รักษาประตูเปลี่ยนจังหวะไม่ทัน บอลเข้าประตูตีเสมอ 1-1

หลังจากนั้นเกมยังคงยิงยาวไปอย่างดุเดือด จนมาถึงนาทีที่ 80 เมื่อกองกลางดาวรุ่งวัย 18 ปีได้โอกาสโชว์ฟอร์มทำชิ่งบอลวัน-ทู ร่วมกับ มาต้า หลุดเข้ากรอบเขตโทษก่อนจะรีบใช้โอกาสยิงประตูเสียบเข้าเสาสองผ่านมือ กัซซานิก้า นายด่านไก่เดือยทองที่ยืนบังมุมไม่มิด ส่งผลให้ทางทัพผีแดง สามารถทำประตูขึ้นนำไปได้สำเร็จ  2-1

โดยในช่วงก่อนหมดเวลาการแข่งขันนั้น แรชฟอร์ด เด็กปั้นสุดรักก็ได้โอกาสโชว์ฟอร์ม หลุดเข้าทำประตูเพิ่มเน้น ๆ ไปอีก 1 ลูก ด้วยเช่นกัน แต่ทว่ากรรมบัง เมื่อผู้ตัดสินดันยกธงล้ำหน้า จึงทำให้สกอร์จบเกมยังคงค้างอยู่ที่  2-1 แต่ก็ยังถือว่าทีมยังคงเก็บ 3 แต้มใน ไอซีซี ไปได้ด้วยดี โดยต้องติดตามกันต่อไปว่าทีม แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด จะยังคงสามารถโชว์ฟอร์มดีเข้าไปโลดแล่นสร้างชื่อเสียงให้กับทีมอีกครั้งในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลต่อไปได้หรือไม่  และถือว่าเป็นเรื่องที่แฟนบอลชาวจีนถือว่าโชคดีสุด ๆ ที่จะได้ชมการเล่นที่ทุ่มเท เพราะสำหรับ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการแข่งในรายการใดระดับใด นาทีนี้ล้วนจัดเต็มแน่นอน

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ dorsett-hoteldeals.com