การประกาศรางวัล ฟีฟ่าบัลลงดอร์ (FIFA Ballon d’Or)

การประกาศรางวัล ฟีฟ่าบัลลงดอร์ (FIFA Ballon d’Or)

ในวันที่ 29 สิงหาคม 2019 ที่จะถึงนี้จะเป็นการประกาศรางวัล ฟีฟ่าบัลลงดอร์ (FIFA Ballon d’Or) หรือรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของฟีฟ่า ซึ่งจะมอบให้กับนักฟุตบอลที่ถือว่ามีผลงานที่ดีที่สุดในฤดูกาลที่ผ่านมา และหนึ่งในสามที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงมีชื่อของ เฟอร์จิล ฟาน ไดก์ ยอดกองหลังของสโมสร ลิเวอร์พูล จากประเทศอังกฤษ เข้าแข่งกับสองยอดศูนย์หน้าของโลก 2 คนที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงแทบจะทุกปีในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งก็คือ เมสซี่กับโรนัลโด เราจึงอยากขอนำเสนอประวัติของ เฟิร์นจิล ฟาน ไดก์ ให้ได้รับทราบกัน

เฟอร์จิล ฟาน ไดก์ เกิดวันที่ 8 กรกฎาคม 1991 เกิดที่ เบรดา เนเธอร์แลนด์ เป็นกองหลังของทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ส่วนสูง 6 ฟุต 4.4 นิ้ว เข้าร่วมทีมชาติครั้งแรกในปี ค.ศ. 2015 ปัจจุบันเล่นให้กับสโมสร ลิเวอร์พูล ในพรีเมียลีกในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็ก เริ่มต้นเล่นฟุตบอลครั้งแรกกับสโมสรเยาวชน วิลเลมทเว

ในฤดูกาล 2009-2010 เล่นอยู่เพียงปีเดียวก็ย้ายมาเล่นให้กับ เอฟซี โครนิงเกน ในสโมสรเยาวชน จากนั้นก็ขึ้นมาเล่นสโมสรฟุตบอลอาชีพกับ โครนิงเกน อยู่ 2 ฤดูกาลลงเล่นไปทั้งหมด 62 นัดและทำประตูได้ 7 ประตู

ต่อมาในวันที่ 21 มิถุนายน 2013 ฟาน ไดก์ ได้ย้ายมาเล่นให้กับสโมสรฟุตบอล เซลติก ของสก็อตแลนด์ด้วยค่าตัว 2.6 ล้านปอนด์ โดยเซ็นสัญญา 4 ปี ฟาน ไดก์ ลงเล่นให้ เซลติก อยู่ 2 ฤดูกาล ลงเล่นทั้งหมด 76 นัดทำได้ 7 ประตู การย้ายมาเล่นในพรีเมียร์ลีก เฟอร์จิล ฟาน ไดก์ ย้ายมาเล่นในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลที่ 2015-2016 สโมสรแรกที่ได้เซ็นสัญญาก็คือ สโมสรเซาแธมป์ตัน

ในวันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 2015 ค่าตัวในการย้ายครั้งนี้สูงถึง 13 ล้านปอนด์เซ็นสัญญากัน 5 ปี เกมส์แรกที่ได้ลงเล่นในลีกสูงสุดของอังกฤษ ในเกมส์ที่ไปเยือนสโมสรฟุตบอล เวสต์บรอมวิชอัลเบียน ที่สนามเดอะฮอร์ธอร์น จบลงด้วยสกอร์ 0-0 ฟาน ไดก์ เล่นอยู่กับเซาแธมป์ตันจนถึงช่วงเปิดตลาดซื้อขายนักเตะหน้าหนาวปลายปี 2017

แล้วในวันที่ 27 ธันวาคม ค.ศ. 2017 ก็ได้ย้ายสโมสรอีกครั้ง

ครั้งนี้เป็นสโมสร ลิเวอร์พูล ที่ทุ่มเงินเป็นสถิติค่าตัวสูงสุดสำหรับตำแหน่งกองหลังที่ 75 ล้านปอนด์ โดย ฟาน ไดก์ อยู่กับทีม เซาแธมป์ตันรวม สองฤดูกาลครึ่งลงเล่นไปทั้งหมด 67 นัดและทำประตูได้ 4 ประตู กับสโมสรลิเวอร์พูล เฟอร์จิล ฟาน ไดก์ ลงสนามเป็นตัวจริงครั้งแรกในสีเสื้อของลิเวอร์พูล

ในวันที่ 5 มกราคม ค.ศ. 2018 เป็นการเปิดสนาม แอนฟิลด์พบกับสโมสร เอฟเวอร์ตัน ทีมคู่ปรับร่วมเมือง เป็นเกมส์เมอร์ซีไซค์ ดาร์บี้ในเกมส์ เอฟเอคัพ รอบสาม ฟาน ไดก์ สามารถทำประตูแรกกับทีมได้จากการลงเตะครั้งแรก และทำให้ ลิเวอร์พูลชนะไปด้วยสกอร์ 2-1 ในวันที่ 21 ธันวาคม 2018 ในเกมส์ที่ ลิเวอร์พูล ออกไปเยือน วูลฟ์แฮมตันวันเดอเรอส์ ที่สนามกีฬาโมลีนิวส์ ฟาน ไดก์ ก็สามารถทำประตูแรกในเกมส์พรีเมียร์ลีกช่วยให้ทีมเอาชนะเจ้าบ้านไป 0-2

และด้วยผลงานอันยอดเยี่ยมทำให้ ฟาน ไดก์ สามารถคว้ารางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำเดือนธันวาคมไปครอง การทำประตูแรกในเกมส์ ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีก เกิดขึ้นในวันที่ 13 มีนาคม 2019 เป็นเกมส์ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายนัดที่สอง เป็นการเล่นกับทีม บาเยิร์น มิวนิค ที่สนาม อัลลิอันซ์อาเรนา ช่วยให้ลิเวอร์พูลบุกไปชนะเจ้าบ้านได้ถึง 1-3 ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย

ต่อมาในวันที่ 17 เมษายน 2019 ฟาน ไดก์ ก็สามารถทำประตูที่สองในเกมส์แชมเปี้ยนลีกรอบ 8 ทีมสุดท้าย นัดที่สอง ซึ่งเป็นการพบกับทีม ปอร์โต ของโปรตุเกส ทำให้เอาชนะไปด้วยประตูรวม 6-1 ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกได้สำเร็จ และท้ายที่สุดสโมสร ลิเวอร์พูล ก็สามารถคว้าแชมป์ ยูฟ่าแชมเปี้ยนลีก มาครอบครองเป็นสมัยที่ 6 ได้สำเร็จ

โดยในนัดชิงชนะเลิศเป็นการพบกันกับสโมสร ทอตนัมฮอตสเปอร์ ทีมในพรีเมียร์ลีกด้วยกัน ซึ่ง ลิเวอร์พูล เอาชนะไปด้วยสกอร์ 2-0 ความสำเร็จของ ฟาน ไดก์ ที่ยิ่งใหญ่ประจำฤดูกาล 2018-2019 ก็คือ การคว้ารางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปี ของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพอังกฤษ (พีเอฟเอ) ส่วนในระดับทีมชาติ เฟอร์จิล ฟาน ไดก์ เล่นในนามทีมชาติ เนเธอร์แลนด์ ไปทั้งหมด 28 นัด และสามารถทำประตูได้ 4 ประตู หารูป ฟาน ไดก์ ในสีเสื้อ เซาแธมป์ตันแล้วก็ลิเวอร์พูล

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ dorsett-hoteldeals.com

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2019-2020 เริ่มเปิดฤดูกาลใหม่อย่างเป็นทางการในวันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2019-2020 เริ่มเปิดฤดูกาลใหม่อย่างเป็นทางการในวันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา

เราจึงอยากนำเสนอประวัติความเป็นมาของแต่ละสโมสร อัตราต่อรองการลุ้นแชมป์และการเสริมทัพนักเตะของแต่ละทีมมาให้ได้ทราบกัน

LIVERPOOL Football Club สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล

เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพตั้งอยู่ที่เมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ ก่อตั้งสโมสรในปี ค.ศ.1892 แต่เริ่มเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลลีกในปีถัดมา สนามเหย้าของทีมใช้สนามแอนฟิลด์ตั้งแต่ก่อตั้งสโมสร แรกเริ่มนั้น “ลิเวอร์พูล” ใช้เสื้อสีแดงกับกางเกงขาสั้นสีขาวเป็นชุดแข่งขันมาตั้งแต่ปี 1896 ก่อนจะมาเปลี่ยนเป็นสีแดงทั้งชุดเมื่อเล่นเป็นทีมเหย้าในปี ค.ศ. 1964

ส่วนฉายาของทีมในภาษาอังกฤษคือ “The Reds” ส่วนในไทยเราเรียกว่า “หงส์แดง” และมีเพลงประจำสโมสรคือ “You’ll Never Walk Alone” ช่วงเวลาที่สโมสรประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์คือช่วงทศวรรษที่ 1970-1980 เมื่อ บิลล์ แชงคลี, บ๊อบ เพสลีย์, โจ เฟแกน และ เคนนี ดักกลิช พาสโมสรคว้าแชมป์ลีกได้ถึง 11 ครั้ง และคว้าถ้วยรางวัลของระดับสโมสรยุโรปไว้ได้ถึง 4 ใบ ต่อมาในปี ค.ศ. 2005 หลังจากเปลี่ยนมาเป็น “พรีเมียร์ลีก” ภายใต้การคุมทีมของ ราฟาเอล เบนิเตซ ลิเวอร์พูลก็ประสบความสำเร็จในการคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปี้ยนลีกสมัยที่ 5และในฤดูกาลที่ผ่านมา เจอร์เกน คลอปป์ โค้ชชาวเยอรมันก็ได้พาทีมประสบความความสำเร็จในการคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปี้ยนลีกได้เป็นสมัยที่ 6

อย่างไรก็ดี หงส์แดง ยังไม่เคยคว้าแชมป์ลีกได้อีกเลยตั้งแต่เปลี่ยนมาเป็น “พรีเมียร์ลีก” เป็นเวลาเกือบ 20 ปี โดยที่ใกล้เคียงที่สุดที่น่าจะทำได้ก็คือฤดูกาลที่ผ่านมา ฤดูกาล 2018-2019 แต่ก็ทำได้เพียงแค่รองแชมป์แพ้ให้กับทีม “เรือใบสีฟ้า” ของ เป๊ป กวาดิโอลาไปเพียงคะแนนเดียวเท่านั้น สโมสรลิเวอร์พูลเคยประสบโศกนาฏกรรมที่สำคัญถึง 2 ครั้งด้วยกัน

โดยครั้งแรกที่เรียกว่า “โศกนาฏกรรมเฮย์เซล” เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1985 เป็นการทะเลาะวิวาทของแฟนบอลส่งผลให้อัฒจันทร์พังลง ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 39 คนและจากเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้สโมสรลิเวอร์พูลได้ถูกสหภาพสมาคมฟุตบอลยุโรปลงโทษแบนไปเป็นเวลา 6 ปี อีกครั้งคือในปี ค.ศ. 1989 เกิด “โศกนาฏกรรมฮิลส์โบโร” ในเหตุการณ์ครั้งนี้แฟนบอลของหงส์แดง 96 คนเสียชีวิต อันเนื่องมาจากมีคนเข้ามาชมเกมส์มากเกินความจุของอัฒจันทร์จนทำให้อัฒจันทร์พังลงมา

ในส่วนของการเสริมทัพนักเตะของ “หงส์แดง” ไม่มีการทุ่มเงินเพื่อซื้อนักเตะระดับโลกเข้ามาเสริมเลย โดย เจอร์เกน คลอปป์ ผู้จัดการทีม สโมสรลิเวอร์พูล ได้เผยถึงเหตุผลสำคัญในการเสริมทัพนักเตะที่แทบจะไม่มีการดึงดาวดังเข้ามา คลอปป์ กล่าวว่าการพยายามรักษานักเตะที่มีอยู่แล้วในทีมให้อยู่กับทีมต่อไป เป็นเรื่องที่พิเศษสุดๆ เพราะมีทีมระดับบิ๊กเบิ้มหลายๆทีมโดยเฉพาะใน “ลาลีกา” ลีกของสเปนอย่าง เรอัล มาดริด หรือแม้กระทั่ง บาร์เซโลน่า ต่างก็มีความต้องการตัวนักเตะที่สำคัญในทีมของเรา คลอปป์ยังได้กล่าวเอาไว้อีกว่า

“นี่คือครั้งแรกในชีวิตผู้จัดการทีมของผมที่เมื่อถึง วันจันทร์ นักเตะทุกคนจากฤดูกาลก่อนจะกลับมาอยู่ร่วมกันอีกครั้ง มันเป็นเรื่องจริงซะยิ่งกว่าจริงเลย”

สำหรับนักเตะที่มีการเสริมเข้ามามีอยู่ 3 รายด้วยกันคือ เซปป์ ฟาน เดน เบิร์ก จาก สโมสร พีอีซี ซโวลล์ค่าตัวไม่เป็นที่เปิดเผย ฮาวีย์ เอลเลียต จากสโมสร ฟูแลมและรายสุดท้ายก็คือ อาเดรียนอดีตผู้รักษาประตูของสโมสร เวสต์แฮม ที่เพิ่งหมดสัญญากับทีมเมื่อฤดูกาลก่อน และก็ถือว่าเป็นนักเตะรายแรกที่ทีมคว้าตัวเข้าสู่ทีมชุดใหญ่ในช่วงของการซื้อขายนักเตะซัมเมอร์นี้ ในการเซ็นสัญญา อาเดรียน ผู้รักษาประตูวัย 32 ปีมาเพื่อทดแทนผู้รักษาประตูมือสองคนเก่าอย่าง ซิมง มินโญเลต์ ที่เพิ่งย้ายออกไป โดยรายของ อาเดรียน เป็นการย้ายเข้ามาแบบไม่มีค่าตัว และสำหรับฟุตบอลพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2019-2020 นี้ “ลิเวอร์พูล” ถูกวางไว้เป็นเต็งสองรองจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่บ่อนพนันในอังกฤษตั้งราคาไว้ที่ 11/4

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ dorsett-hoteldeals.com

ผีแดงยังคงเก็บชัยชนะ 4 นัดรวด หลังเฉือนไก่เดือยทองไปได้ 2-1

ผีแดงยังคงเก็บชัยชนะ 4 นัดรวด หลังเฉือนไก่เดือยทองไปได้ 2-1

กลับมาแล้วสำหรับ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด หลังทีมสามารถเฉือนเอาชนะ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ทีมฟุตบอลอังกฤษดีกรีอันดับ 4 ของตารางพรีเมียร์และรองแชมป์ยุโรป ซึ่งผลงานในนัดนี้เกิดขึ้น ณ สนาม หงโก่ว เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน และถือเป็นชัยชนะครั้งที่ 4 รวดในปรีซีซั่นที่ประสบความสำเร็จอย่างสวยงาม พร้อมกับการแจ้งเกิดเด็กปั้นในสังกัดไปอีก 1 ราย

เริ่มเกมเป็นทางฝ่ายของทัพปีศาจแดง ที่สามารถครองบอลได้เหนือกว่า ไก่เดือยทอง

แต่ก็มีจังหวะให้ลุ้นเสียวบ้างเหมือนกันเล็กน้อย จนจังหวะได้เฮของแฟน ๆ เริ่มต้นขึ้นเมื่อเข้าสู่ในนาทีที่ 22 อันเดรียส เปเรยร่า กองกลางแมนฯ ยูไนเต็ด สามารถวิ่งลากเลื้อยทะลุปราการหลัง ของ สเปอร์ ได้สำเร็จและเปิดบอลไหลไปหา มาร์กซิยาล วิ่งเข้าซัดลูกเต็มแข้ง พุ่งเข้าประตูขึ้นนำ 1-0 ได้อย่างสวยงาม จากนั้นก็มีจังหวะลุ้นของทั้งสองฝั่ง หลายต่อหลายครั้งแต่ก็ไม่สามารถทำประตูตีเสมอ หรือขึ้นนำต่อได้สำเร็จ จนหมดเวลาครึ่งแรกไปในที่สุด

ถัดมาครึ่งหลัง ทั้งสองทีมเปลี่ยนนักเตะยกเครื่องใหม่ยกชุด โดยเป็นทางฝั่งของ สเปอร์ ที่สามารถเดินเกมบุกได้หนักหน่วงกว่าช่วงแรกอย่างเห็นได้ชัด จนกระทั่งในนาทีที่  65 การบุกอย่างต่อเนื่องก็เป็นผลสำเร็จเมื่อ  มูร่า ได้จังหวะโหม่งลูกแต่ดันไปแฉลบ ชอว์ ทำให้บอลเกิดเปลี่ยนทิศทาง จน โรเมโร่ ผู้รักษาประตูเปลี่ยนจังหวะไม่ทัน บอลเข้าประตูตีเสมอ 1-1

หลังจากนั้นเกมยังคงยิงยาวไปอย่างดุเดือด จนมาถึงนาทีที่ 80 เมื่อกองกลางดาวรุ่งวัย 18 ปีได้โอกาสโชว์ฟอร์มทำชิ่งบอลวัน-ทู ร่วมกับ มาต้า หลุดเข้ากรอบเขตโทษก่อนจะรีบใช้โอกาสยิงประตูเสียบเข้าเสาสองผ่านมือ กัซซานิก้า นายด่านไก่เดือยทองที่ยืนบังมุมไม่มิด ส่งผลให้ทางทัพผีแดง สามารถทำประตูขึ้นนำไปได้สำเร็จ  2-1

โดยในช่วงก่อนหมดเวลาการแข่งขันนั้น แรชฟอร์ด เด็กปั้นสุดรักก็ได้โอกาสโชว์ฟอร์ม หลุดเข้าทำประตูเพิ่มเน้น ๆ ไปอีก 1 ลูก ด้วยเช่นกัน แต่ทว่ากรรมบัง เมื่อผู้ตัดสินดันยกธงล้ำหน้า จึงทำให้สกอร์จบเกมยังคงค้างอยู่ที่  2-1 แต่ก็ยังถือว่าทีมยังคงเก็บ 3 แต้มใน ไอซีซี ไปได้ด้วยดี โดยต้องติดตามกันต่อไปว่าทีม แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด จะยังคงสามารถโชว์ฟอร์มดีเข้าไปโลดแล่นสร้างชื่อเสียงให้กับทีมอีกครั้งในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลต่อไปได้หรือไม่  และถือว่าเป็นเรื่องที่แฟนบอลชาวจีนถือว่าโชคดีสุด ๆ ที่จะได้ชมการเล่นที่ทุ่มเท เพราะสำหรับ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการแข่งในรายการใดระดับใด นาทีนี้ล้วนจัดเต็มแน่นอน

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ dorsett-hoteldeals.com